คลีนซิ่ง วุฒิศักดิ์ศึก คลีนซิ่งสูตรอ่อนโยนสำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่าย

คลีนซิ่ง วุฒิศักดิ์ศึก คลีนซิ่งสูตรอ่อนโยนสำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่าย โดยคลีนซิ่งทั้ง 2 ตัวนั้นความจริงจะมีผลิตภัณฑ์ออกมาขายหลายตัว ยิ่งของ Bifesta นั้นต้องบอกว่าเยอะมากจริงๆ แต่ในความคิดของผมนั้น ผมว่าเราสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ คลีนซิ่งแบบสูตรอ่อนโยน และสูตรสำหรับคนหน้ามันเป็นสิว

คลีนซิ่งสูตรอ่อนโยนสำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่าย

คลีนซิ่งสูตรสำหรับคนผิวมัน เป็นสิว

ซึ่งเวลาที่เราจะเปรียบเทียบคลีนซิ่งทั้ง 2 ตัวก็อยากให้เปรียบเทียบตัวที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันเหมือนกับที่ผมจัดหมวดหมู่ไว้ด้านบน ไม่ใช่ให้เราเอาคลีนซิ่งคนละหมวดหมู่มาเปรียบเทียบกัน เช่น เอา Bioderma Sensibio Crealine H2O (ขวดสีชมพู) สูตรอ่อนโยน มาเทียบกับ Bioderma Sebium H2O (ขวดสีเขียว) สูตรควบคุมความมัน อันนี้มันเห็นผลชัด แต่มันไม่ถูกคู่ ทำให้ไม่สามารถบอกได้ว่ายี่ห้อไหนดีกว่ากัน เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะเปรียบเทียบคลีนซิ่งทั้ง 2 ตัวนั้น อย่าลืมจับคู่ให้เหมาะสม ให้สมน้ำสมเนื้อกันสักหน่อยนะครับ

เทียบกันเรื่องการทำความสะอาด

หากพูดถึงคลีนซิ่งเราก็ต้องพูดถึงความสามารถในการทำความสะอาดของทั้ง 2 ตัว ว่าใครเช็ดเครื่องสำอางค์แล้วหน้าสะอาดกว่ากัน ซึ่งถ้าถามความรู้สึกของผมโดยเทียบระหว่าง Bioderma และ Bifesta ที่เป็นแบบน้ำ หรือ Water base นั้น ผมรู้สึกว่า Bioderma ทำได้ดีกว่า คือเวลาที่ใช้ Bioderma เช็ดหน้านั้นมันให้ความรู้สึกที่สะอาดกว่า เช็ดแล้วไม่เหนียวหน้า ในขณะที่ Bifesta ก็เช็ดสะอาดเหมือนกัน แต่มันยังรู้สึกเหนียวๆหน้ายังไงไม่รู้ พอหน้ายังเหนียวอยู่มันก็เลยให้ความรู้สึกว่าหน้าสะอาดน้อยลงไปโดยอัตโนมัติ แต่นี่ก็เป็นเพียงความรู้สึกตอนใช้เท่านั้น ถ้าทำได้ก็อยากเอากล้องที่ใช้ตรวจสอบผิวแบบในรายการ Sponge มาใช้เช็คดูว่าคลีนซิ่งตัวไหนเช็ดแล้วหน้าสะอาดกว่ากันจริงๆ

เทียบกันเรื่องอาการแพ้ และอาการสิวเห่อ

หากเทียบกับการลองใช้ของผมแล้วคงจะบอกไม่ได้ว่า Bioderma และ Bifesta ตัวไหนใช้แล้วแย่กว่ากัน เพราะผมใช้แล้วไม่แพ้ทั้งคู่(หน้าด้านสุดๆ) แต่ผมเคยลองหาข้อมูลเรื่องการแพ้ของคลีนซิ่งทั้ง 2 ตัว ทั้งจากใน Pantip บ้าง ใน Jeban บ้าง ก็ต้องบอกว่า มีสิทธิ์แพ้พอๆกัน บางคนก็จะบอกว่าสูตรอ่อนโยนที่เป็นสีชมพูใช้แล้วไม่แพ้ ใช้ดี แต่คนที่ใช้แล้วเกิดสิวผดบนหน้าทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อนก็มี บางคนเป็นตุ่มหนองขึ้นมาเลยก็มี หรือบางคนสิวอักเสบเต็มหน้าเลยก็มี คือผมว่า เรื่องแพ้นี่เริ่มไม่เกี่ยวกับยี่ห้อของคลีนซิ่งแล้วล่ะ แต่มันเกี่ยวกับสารเคมีที่ใส่ลงไปในตัวผลิตภัณฑ์ บวกกับสภาพความทนทานต่อสารเคมีของหน้าเรามากกว่า ว่าเราแพ้สารเคมีตัวไหน เพราะถ้าเราเกิดแพ้สารเคมีสักตัวหนึ่งที่อยู่ในคลีนซิ่งที่ใช้ ไม่ว่าจะยี่ห้อไหน แพงเท่าไร เราก็แพ้อยู่วันยังค่ำ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็น Bioderma และ Bifesta ผู้ใช้ก็มีโอกาสแพ้ได้พอๆกันครับ

เรื่องแอลกอฮอร์ และน้ำหอม

ผลิตภัณฑ์เช็ดเครื่องสำอางค์หรือคลีนซิ่งสมัยก่อน มักจะผสมแอกอฮอร์และน้ำหอมเข้าไป เพื่อให้คนที่ใช้รู้สึกว่าเวลาเช็ดหน้าแล้วมันสะอาด ช่วยให้รู้สึกสดชื่น แต่ในปัจจุบันคลีนซื่งส่วนใหญ่จะขายจุดเด่นในเรื่องการเป็นคลีนซิ่งที่ปราศจากแอกอฮอร์และน้ำหอม เพื่อให้ผู้ใช้รู้สึกปลอดภัย ใช้แล้วไม่ทำให้แพ้ง่าย ซึ่งทั้ง Bioderma และ Bifesta ต่างก็เป็นคลีนซิ่งที่ไม่ผสมสารทั้ง 2 ตัวเหมือนกัน เหมาะสำหรับคนที่แพ้แอลอฮอร์หรือน้ำหอม สามารถใช้ได้โดยไม่แพ้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่แพ้เลยนะ เพราะเราอาจไปแพ้สารอย่างอื่นที่ไม่ใช่แอลอฮอร์หรือน้ำหอมก็เป็นไปได้ ก็ต้องระวังในจุดนี้ไว้ด้วยครับ

ราคาของ Bioderma และ Bifesta

เรื่องราคาของคลีนซิ่งทั้ง 2 ตัวนี้ ต้องบอกได้เลยว่าแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดย Bioderma จะมีราคาที่แพงกว่า Bifesta ยกตัวอย่างเช่น Bioderma Sebium H2O (ขวดสีเขียว) 500 ml ราคาประมาณ 850 บาท ในขณะที่ Bifesta Cleansing Lotion Sebum (ขวดสีฟ้า) 300 ml ราคา 380 บาท ราคาก็ต่างกันแบบรู้สึกได้ครับ แต่ในความรู้สึกที่เทลงสำลีแล้วเอามาเช็ดหน้า รู้สึกว่าถ้าใช้ Bioderma ในการเช็ดหน้า 1 ครั้งจะใช้จำนวนหยดที่น้อยกว่า Bifesta ก็สะอาดแล้ว เหมือนกับว่า Bioderma ถึงจะแพงกว่าแต่ก็ใช้ได้นานกว่า Bifesta อันนี้ความรู้สึกส่วนตัวนะครับ

สรุปผลการใช้คลีนซิ่ง Bioderma และ Bifesta ในมุมมองคนเป็นสิว

หากให้บอกว่าชอบตัวไหนมากกว่า ผมขอยกให้ Bioderma ชนะแล้วกันครับ ถึงมันจะแพงกว่า แต่ความรู้สึกเวลาใช้ดีกว่า Bifesta อย่างที่ได้บอกไว้ข้างบน แต่ถ้าถามว่าจะใช้สูตรไหนดีระหว่างสูตรอ่อนโยนและสูตรสำหรับคนหน้ามันเป็นสิว ผมคิดว่าเราใช้แบบสูตรอ่อนโยนก็เพียงพอแล้ว ถึงเราจะหน้ามันก็เถอะ เพราะการที่เราหน้ามันไม่ได้บอกว่าผิวเราชุ่มชื้นนะครับ หน้ามันแต่น้ำน้อยมีถมไป(ผมคนหนึ่งล่ะ) เพราะจุดประสงค์ของการเช็ดล้างเครื่องสำอางค์ด้วยคลีนซิ่งนั้นก็เพื่อล้างสิ่งสกปรกที่มันล้างออกยากให้หลุดออกไป อย่างเช่นเครื่องสำอางค์แบบกันน้ำที่อาจจะล้างออกยากนิดหนึ่ง และพอเราเช็ดทำความสะอาดหน้าด้วยคลีนซิ่งเสร็จ เราก็จะล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้าต่อ ซึ่งก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้หน้าของเราสะอาดหมดจด อีกทั้งยังช่วยป้องกันการสูญเสียความชุ่มชื้นในผิว และลดการระคายเคืองที่อาจทำให้สิวขึ้นหน้าได้ดีอีกด้วย

คลีนซิ่งสูตรสำหรับคนผิวมัน

อีกหนึ่งจุดที่สำคัญและต้องบอกไว้ก่อนก็คือ คลีนซิ่งสำหรับผิวมันนั้นมันแรงจริงๆ คือเวลาที่เอามาเช็ดหน้าอาจรู้สึกคันยิบที่หน้าได้ และบางตัวก็จะผสมสารที่ลดการอักเสบของผิวเข้าไป ซึ่งเป็นจุดขายที่ว่าช่วยลดการเกิดสิวอักเสบได้ด้วย ซึ่งจุดนี้ผมมองว่าไม่จำเป็นเท่าไร เพราะการลดการอักเสบของสิวเราสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ที่ออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อสิวโดยตรงได้ และใช้ได้ผลดีกว่าด้วย เพราะฉะนั้นผมก็เลยคิดว่า คนเป็นสิวไม่จำเป็นที่ต้องใช้คลีนซิ่งสำหรับคนผิวมันเสมอไป ใช้สูตรอ่อนโยนก็ได้สะอาดเหมือนกัน

นี่ก็เป็นมุมมองต่อคลีนซิ่งล้างเครื่องสำอางค์ทั้ง 2 ตัวของผม Bioderma และ Bifesta สุดยอดคลีนซิ่งแห่งยุค มาจากความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ เรื่องการใช้คลีนซิ่งนั้นถ้าต้องแต่งหน้าเยอะๆก็ควรใช้ครับ แต่ถ้าเราเป็นคนไม่แต่งหน้าผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้ก็ได้ครับ การล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้าก็เพียงพอแล้วที่จะช่วยให้หน้าสะอาด ช่วยให้สิวไม่ขึ้น อย่าลืมว่าความสะอาดของหน้าไม่ใช่ปัจจัยเดียวของการเกิดสิว ไม่งั้นแค่เราล้างหน้าให้สะอาด ใช้คลีนซิ่งเช็ดหน้า 3-4 รอบ ก็พอแล้วสำหรับการป้องกันการเกิดสิว เราคงไม่จำเป็นต้องหายาทารักษาสิวมาทา หาหมอสิวกันให้วุ่นวายอย่างทุกวันนี้

ถึงการรักษาสิวจะดูเป็นเรื่องยาก ทำยังไงก็ไม่หายสักที แต่เชื่อผมเถอะครับว่ามันไม่ยากอย่างที่คิด เราสามารถหายจากการเป็นสิวได้จริงๆ ผมเชื่อเพราะผมหายมาแล้ว และอยากให้ผู้อ่านหายเป็นสิวกันทุกคนครับ ผมหวังว่าบทความทุกบทความในบล็อก Acnedefend แห่งนี้ จะเป็นแนวทางให้กับคนเป็นสิวทุกคนได้ลองเอาไปใช้ เพื่อรักษาสิวให้หายได้ครับ เชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อในความพยายามของตัวเรา ทุกคนหายเป็นสิวได้ เชื่อผมครับ!!!

This entry was posted in news.